ค้นหาข้อมูลในเว็บ  

“มองศิลปกรรมเพื่อชีวิตเพื่อประชาชนเดือนตุลา
ผ่านนโยบาย ๗ ประการ ของแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย
โชคชัย ตักโพธิ์

 กรณีฟื้นความหลังศิลปกรรมเพื่อชีวิตเพื่อประชาชนอันเกิดขึ้นช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ จนถึง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ในฐานะเป็นผู้หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในช่วงดังกล่าว สิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอจะมุ่งเน้นดังนี้ หนึ่ง สถานการณ์ตอนนั้นพวกเราผู้ปฏิบัติงานฝ่ายศิลปวัฒนธรรมคิดอะไร สอง ณ วันนี้มองความเจริญเติบโตของวงการศิลปกรรมร่วมสมัยไทยว่าได้รับผลพวงจากต้นธารศิลปกรรมเดือนตุลาอย่างไรบ้าง โดยตีความผ่านโครงสร้างนโยบายของแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทยที่ได้ประกาศไว้ ๗ ประการ
 หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ คณาจารย์ทางศิลปะ ศิลปินอิสระ นักศึกษาศิลปะ และผู้ที่อยู่ในวงการโฆษณาที่ตื่นตัวทางสังคมการเมือง มีส่วนร่วมเคลื่อนไหวในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ได้รวมตัวกันจัดตั้งองค์กรเพื่อผลักดันแนวทางศิลปกรรมเพื่อชีวิตเพื่อประชาชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยใช้ชื่อว่า แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย ในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๗ คาบเกี่ยวกับต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๘ แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายนโยบาย ๗ ประการ ในที่นี้ขอตัดตอนนำมากล่าวเฉพาะนโยบาย ๗ ประการ
 ๑. เพื่อปฏิรูปศิลปวัฒนธรรมขึ้นใหม่ให้เป็นของประชาชน
 ๒. เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ในศิลปวัฒนธรรมให้เป็นของประชาชน
 ๓. เพื่อเปลี่ยนทัศนคติในการสร้างศิลปวัฒนธรรมจากรับใช้ปัจเจกชน นายทุน ศักดินา จักรวรรดินิยม มารับใช้ประชาชน
 ๔. เพื่อสร้างสุนทรียภาพใหม่ ให้มีความสำนึกในการสร้างสรรค์ทางสังคม ทางการเมือง เพื่อมนุษยชาติ
 ๕. เพื่อหมุนกงล้อประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ก้าวหน้า
 ๖. เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามในอดีตให้เป็นสมบัติของประชาชน
 ๗. เพื่อส่งเสริมการศึกษาศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามของโลก ให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์

มุมมองนโยบายข้อ ๑ เพื่อปฏิรูปศิลปวัฒนธรรมขึ้นใหม่ ให้เป็นของประชาชน
 ต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๘ สมาชิกกลุ่มและผู้สร้างงานศิลปะที่เข้าประชุมได้ผลักดันแสดงสิ่งที่ได้รับรู้ เกี่ยวกับคำว่า ปฏิรูป ศิลปวัฒนธรรม ประชาชน คำตอบมักใกล้เคียงกัน คือ อ้างแหล่งที่มาจากหนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ เวทีอภิปราย พวกเราเห็นว่าการแปลคำและถ้อยความอาจคลาดเคลื่อนได้ไม่เป็นไร แต่ต้องมีสติจับหลักคิดเบื้องต้นให้ได้ก่อนว่า แนวคิดปฏิรูปศิลปวัฒนธรรมขึ้นใหม่ให้เป็นของประชาชนนี้ มันเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นมาเพื่อยืนยันอะไรและปฏิเสธอะไร พวกเราเห็นว่า ผลงานศิลปะในอดีตเป็นเรื่องของคนมีเงินจ้างศิลปินวาดสิ่งที่เขาอยากเห็น แต่คนทั่วไปโดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีเงินจ้างศิลปินวาดเรื่องราวของพวกเขา ฉะนั้นมโนธรรมของศิลปินควรแบ่งปันจิตสำนึกสร้างงานศิลปะสะท้อนเนื้อหาวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่บ้าง การปฏิรูปศิลปะ ก็คือ ปฏิรูปจิตสำนึกศิลปิน ให้ใช้ความสามารถในส่วนที่เป็นปัจเจกรังสรรค์ศิลปะสะท้อนเรื่องราวด้านต่างๆ ของฝ่ายประชาชนผู้ด้อยโอกาส เพราะการวาดภาพแสดงออกเกี่ยวกับพวกเขา คือ เครื่องแสดงออกทางความผูกพันธ์ที่มนุษย์มีให้แก่กัน นอกจากนี้พวกเราได้ตีความคำว่า ประชาชน ออกมาตามฐานะทางเศรษฐกิจ เช่น คนชั้นกลาง คนชั้นสูง โดยมองว่าทุกคนเข้าใจคำว่า “ชาติ” และคำว่า “รักชาติ” ตามสถานภาพที่เขาดำรงอยู่ ถ้าจะมองไปที่ผู้อยู่ตรงกันข้ามกับผู้รักความเป็นธรรม ก็ต้องมองแยกส่วน เช่น กลุ่มบุคคลที่สมคบกับต่างชาติทำการปล้นชาติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สิ่งเหล่านั้นเมื่อเชื่อมโยงสู่หัวข้อสร้างสรรค์ศิลปะ เราจะได้เค้าโครงการแสดงออกด้านเนื้อหาศิลปะ ดังนี้
 ก. ด้านสะท้อน หมายถึง สะท้อนความรู้สึกเชิงปัจเจกต่อการรับรู้เรื่องราวของคนตกงาน คนจน คนด้อยโอกาส วิธีสะท้อนแยกย่อยเป็นสะท้อนด้านบวกกับด้านลบ สิ่งสำคัญสำหรับคนทำศิลปะคือต้องลงพื้นที่เรียนรู้สัมผัสความจริงให้รู้สึกตามจริงก่อน จึงถือว่า เป็นการสะท้อนตามภววิสัย ไม่ใช่อัตวิสัย
 ข. ด้านเปิดโปง หมายถึง การสะท้อนเนื้อหาฝ่ายเอาเปรียบประชาชน ผลงานศิลปะควรกระตุ้นให้คนดูรู้สึกได้ว่า ใครหนอคือผู้สร้างชะตากรรมให้กับประชาชน ผู้สร้างงานศิลปะต้องซ่อนสัญลักษณ์หรือใช้สื่ออย่างชาญฉลาด
 ค. ด้านชี้นำ หมายถึง ภาพต้องสื่อเนื้อหาให้ตรงประเด็นตามหลักวิธีการโฆษณาสินค้า

มุมมองนโยบายข้อ ๒ เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ในศิลปวัฒนธรรมให้เป็นของประชาชน
  ในเวลานั้น บทเพลงเพื่อชีวิตมักสะท้อนชี้นำทัศนะประชาชน คือ ผู้สร้างประวัติศาสตร์  คนเขียนประวัติศาสตร์ ต้องเขียนให้คนระดับรากหญ้าเป็นตัวเอก ในงานวรรณกรรมชิ้นสำคัญของ แมกซิม กอร์กี้ เรื่อง “แม่” กอร์กี้เชิดชูแม่ผู้มีบทบาทส่งเสริมให้ลูกอุทิศชีวิตรับใช้ประชาชน ในแง่ประวัติศาสตร์ศิลป์ ศิลปะเพื่อชีวิต คือ ปรัชญาสร้างสรรค์รูปแบบเหมือนจริง โดยมีเนื้อหาสะท้อนความจริงเกี่ยวกับคนระดับรากหญ้า ทำไมต้องเจาะจงคนระดับรากหญ้า ทั้งนี้เพราะว่าการขับเคลื่อนทางประวัติศาสตร์ศิลป์ ได้ผ่านยุคศิลปะรูปแบบเหมือนจริงที่สะท้อนเนื้อหารับใช้ศาสนา สู่ยุคศิลปะรูปแบบเหมือนจริงรับใช้เนื้อหาอุดมคติปรัชญาชั้นสูง สู่ยุคศิลปะรูปแบบเหมือนจริง รับใช้เนื้อหาเจ้าขุนมูลนาย พอถึงศตวรรษที่ ๑๘ ศิลปะรูปแบบเหมือนจริงแสดงออกโดยรับใช้เนื้อหาและเรื่องราวเพ้อฝัน ครั้นถึงยุครอยต่อประชาธิปไตยเช่นในอังกฤษ ศิลปะรูปแบบเหมือนจริงแสดงออกเกี่ยวกับชีวิตสามัญ ที่กล่าวมานี้ทำให้เห็นว่าวงการศิลปกรรมเคลื่อนไหวไปตามเงื่อนไขต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ประเทศไทยก่อนเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ นักปราชญ์ฝ่ายก้าวหน้าต้องการเห็นพลังขับเคลื่อนวัฒนธรรมสร้างสรรค์ศาสตร์ศิลปะทั้งปวง เดินทางไปตามเส้นทางที่ควรเป็นไป คำว่าศิลปะเพื่อชีวิตเพื่อประชาชนซึ่งมีผู้บัญญัติไว้แล้วจึงถูกนำมาใช้ แต่ด้วยเหตุที่ผู้มีอำนาจรัฐในยุคมืดไร้ประชาธิปไตย มีอคติ จึงได้ปลูกฝังให้มองทัศนะเพื่อชีวิตเพื่อประชาชน คือตัวแทนฝ่ายมุ่งคิดร้ายทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทำให้คำว่า ศิลปะเพื่อชีวิต เพื่อประชาชน กลายเป็นทัศนะที่เลวร้ายไป อย่างไรก็ตามปัจจุบันศิลปะรูปแบบเหมือนจริงในประเทศไทย ได้มีผู้สร้างสรรค์ภาพผลงานศิลปสะท้อนเนื้อหาและเรื่องราวแห่งความยากจนมากยิ่งขึ้น

มุมมองนโยบายข้อ ๓ เพื่อเปลี่ยนทัศนคติในการสร้างศิลปวัฒนธรรมจากรับใช้ปัจเจกชน นายทุน ศักดินา จักรวรรดินิยม มารับใช้ประชาชน
 ก่อนและหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ กระแสทางด้านสังคม การเมือง เศรษฐกิจ คือ กระแสเรียกร้องความเป็นธรรมประชาธิปไตย คำว่า ความเป็นธรรม-ยุติธรรม ประชาธิปไตย เป็นสิ่งเชื่อมโยงถึงเงื่อนไขด้านเนื้อหาศิลปะด้วยเช่นกัน
 คำว่า วัฒนธรรม ในอีกความหมายหนึ่ง หมายถึง สิ่งเพาะขึ้น เช่น เพาะความรู้ ความเข้าใจ การนำความรู้ไปรับใช้วิธีการดำเนินชีวิต ตลอดจนการเพาะความรู้ขั้นสูงขึ้น เช่น ขั้นจำแนก ขั้นเปรียบเทียบ สู่ขั้นสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนองค์ความรู้ ซึ่งถูกครอบงำจากประเทศที่มีอำนาจเหนือกว่า ส่วนคำพ้องที่นำมาใช้ข้างเคียงกับคำว่าความเป็นธรรมในสังคมก็คือคำว่า เอกราช-อธิปไตย
 คติ ศิลปะเพื่อชีวิตเพื่อประชาชนจึงเป็นสัญญะของทางเลือก เพื่อเป็นสิ่งทดแทนศิลปะที่เน้นคุณค่าเพื่อมวลมนุษย์ในเวลานั้น หมายถึง คุณค่าศิลปะสะท้อน เปิดโปง ผลพวงคับแค้นที่มนุษย์กระทำต่อกัน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นทางออกของการแก้ปัญหา โดยชี้ให้เห็นคุณค่าของชุมชนเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็ง วัฒนธรรมเข้มแข็ง ที่กล่าวมานี้คือร่องรอยบางประการของศิลปะแนวเพื่อชีวิต ซึ่งชี้ให้เห็นว่าศิลปินผู้สร้างสรรค์ศิลปะต้องแยกให้ออกระหว่างความสามารถทางเทคนิควิชาชีพกับแนวคิดนำเทคนิควิชาชีพไปสร้างสรรค์เนื้อหาให้มีคุณค่าออกนอกกรอบอัตตาศิลปินในฐานะปัจเจกชนคนหนึ่ง ส่วนคำว่า นายทุน ในสมัยนั้นเราวิเคราะห์เรื่องนายทุนและแบ่งออกเป็น นายทุนท้องถิ่น นายทุนจังหวัด นายทุนภาค นายทุนประเทศ นายทุนข้ามชาติ เหตุที่แยกย่อยลงไป เพราะกระแสสังคมช่วงนั้นคิดแบบวิภาษวิธีแยกส่วนให้เห็นเป็นคู่สัมพันธ์ คู่ขัดแย้ง แยกนายทุนรักชาติออกจากนายทุนปล้นชาติ คือ แยกนายทุนกดขี่ขูดรีดออกจากนายทุนรักความเป็นธรรม เนื่องจากการต่อสู้ทางการเมืองขั้นช่วงชิงอำนาจรัฐโดยวิธีเลือกตั้งในช่วงนั้น คือ การต่อสู้จากฐานทุนภายใน-ภายนอกหลายส่วน บทบาทศิลปะที่พูดถึงนายทุนจึงเน้นไปที่นายทุนข้ามชาติกับนายทุนชาติบางส่วนที่ร่วมมือกันปล้นประเทศโดยถูกกฎหมาย กระแสศิลปะที่มีเนื้อหาสะท้อนและเปิดโปงการกดขี่ขูดรีดกอบโกยทรัพยากร จึงดำเนินไปอย่างเข้มข้น สำหรับคำว่า ศักดินา เมื่อโยงไปเกี่ยวข้องกับกระแสเรียกร้องความเป็นธรรม คำๆ นี้จึงเป็นสัญญะอันทำให้คนทั่วไปนึกถึงผู้ที่ทำตัวเป็นขุนนางชอบวางท่าให้ประชาชนก้มหัว มีพฤติกรรมดูถูกเหยียดหยามชาวบ้าน พวกเราที่ทำศิลปะในเวลานั้นมักสะท้อนเนื้อหาศักดินาในเชิงส่อเสียด-เสียดเย้ย ส่วนคำว่า จักรวรรดินิยม เราตีความให้หมายถึงประเทศมหาอำนาจที่ครอบงำประเทศไทยด้านต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะช่วงหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ได้มีการเดินขบวนต่อต้านฐานทัพสหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างสมดุลให้เกิดความเป็นกลางทางการเมือง เนื่องจากประเทศเวียดนาม ลาว กัมพูชา เพิ่งเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองไปสู่ระบบสังคมนิยม
 เมื่อเรียงลำดับข้อความเริ่มต้นจากประโยคที่ว่า สร้างศิลปวัฒนธรรมจากรับใช้ปัจเจกชน นายทุนศักดินา จักรวรรดินิยม มารับใช้ประชาชน จะได้ความหมายว่า คุณค่าของรูปแบบเนื้อหาศิลปะต้องยังประโยชน์เพื่อคนส่วนรวม คตินี้สอดคล้องกับท่าทีของสหประชาชาติ ที่เน้นความอยู่รอดของระบบโลกไว้ที่แนวคิดความมั่นคงของธรรมชาติ คือ ความมั่นคงของโลก สามารถยกเป็นตัวอย่างให้เห็นได้ในเรื่องของชุมชนเข้มแข็งอันเกิดจากกระบวนการทางความคิด เครื่องมือทางการผลิต และศิลปวัฒนธรรม

มุมมองนโยบายข้อ ๔ เพื่อสร้างสุนทรียภาพใหม่ ให้มีความสำนึกในทางสร้างสรรค์ทางสังคมทางการเมืองเพื่อมนุษยชาติ
 นโยบายข้อนี้เขียนขยายให้สอดรับกับนโยบายข้อ ๓ มุ่งเน้นคุณค่าความงามที่มีประโยชน์ กระตุ้นความรู้สึกนึกคิดให้เกิดจิตสำนึกถึงประชาชน ห่วงหาอาทรประชาชน ผูกพันธ์กับประชาชน ทัศนะเหล่านี้มองดูคล้ายกับว่าบทบาทศิลปะทำหน้าที่เหมือนบทบาททางศาสนา ที่เน้นการปลูกฝัง เพาะจิตสำนึกให้คนละเว้นความชั่ว หมั่นทำความดี ทำจิตให้บริสุทธิ์ หากกล่าวจากมุมมองในปัจจุบัน บทบาทของสุนทรียภาพใหม่ คือ บทบาทที่ศิลปะมีคุณสมบัติกระตุ้นให้คนรับรู้ได้ รู้สึกเกี่ยวข้องผูกพันธ์กับภาวะการรู้จักห่วงหาเอื้ออาทร ทางด้านกาย วาจา ใจ ต่อคนอื่น เพื่อว่าเมื่อจิตสำนึกดังกล่าวได้เกิดมีอยู่ในตัวบุคคล ครอบครัว ชุมชนแล้วละก็สังคมมนุษย์โดยรวมก็มีความสุขด้วยเช่นกัน
 ถ้าเราขยายมุมมองไปสู่คำว่า ศิลปะเพื่อมนุษยชาติ เพื่อตีความค้นหาบริบทสร้างสรรค์ศิลปะด้วยแล้ว นโยบายข้อ ๔ คือนัยสำคัญในด้านการส่งเสริมสนับสนุนการนำเสนอคุณค่าศิลปะเพื่อมนุษย์ ซึ่งหมายถึงเพื่อนร่วมโลกที่พบชะตากรรมจากวิถี เกิด แก่ เจ็บ ตาย จากระบบโลกาภิวัตน์เดียวกันทั้งโลก

มุมมองนโยบายข้อ ๕ เพื่อหมุนกงล้อประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ก้าวหน้า
 ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่พวกเราให้ความสนใจ เพราะเกิดความรู้สึกว่าเป็นอุดมคติที่ดี ศิลปินหลายท่านได้นำเสนอเนื้อหาสะท้อนนัยยะประชาชนคือผู้สร้างประวัติศาสตร์ กล่าวอย่างถึงที่สุดแก่นของความรู้ที่ศิลปินนำเสนอภาพประชาชนสร้างประวัติศาสตร์ เป็นเนื้อหาศิลปะชี้นำจิตสำนึกการมีส่วนร่วมนั่นเอง เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ผ่านไปนานพอสมควร แวดวงศิลปะบางส่วนหยิบยกเอาศิลปกรรมเดือนตุลา ขึ้นมาวิเคราะห์เพื่อเพิ่มเติมส่วนขาด มีทัศนะหนึ่งที่น่าสนใจ ได้แก่ การมองคุณค่าเนื้อหาศิลปะเดือนตุลาหรือศิลปะเพื่อประชาชนไปในเรื่องภาพประกอบเรื่อง ภาพโปสเตอร์ บ้างก็ว่าเป็นงานร่าง เรื่องนี้สะท้อนทัศนะทางปรัชญาการศึกษาศิลปะร่วมสมัยไทย ๒ ด้าน คือ ด้านทักษะฝีมือและด้านวิธีคิด
 ตามทัศนะผู้เขียนเห็นว่า ศิลปะคือสิ่งที่คนสร้างขึ้นมารองรับบริบทความเชื่อในใจ เรื่องมุมมองคุณภาพงานศิลปะเพื่อชีวิตเพื่อประชาชนที่ถูกวิจารณ์ทักษะฝีมือถือว่าเป็นข้อวิจารณ์ที่มีคุณค่า หากมองอีกมุมหนึ่งก็จะเห็นว่าวันเวลาที่ผ่านมาบทบาทศิลปะเพื่อชีวิตเพื่อประชาชนไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ได้พัฒนาไปได้รับการยอมรับให้มีพื้นที่ยืนในเวทีต่างๆ มากขึ้น ดังเช่น เวทีของศิลปกรรมแห่งชาติ แสดงถึงคุณภาพของผลงานได้ก้าวไปอย่างน่าพอใจ นักวิชาการฝ่ายก้าวหน้าในมหาวิทยาลัยเก่าแก่บางแห่งก็ให้ความสำคัญกับแนวทางศิลปะเพื่อชีวิตเพื่อประชาชน โดยได้อธิบายไปในเชิงศิลปะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับมนุษย์และสังคม ด้วยบริบทรับรู้เชิงปัจเจก
 เราสามารถประเมินคุณค่าศิลปกรรมเดือนตุลาได้ว่า มีส่วนสร้างการกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อสังคมในด้านกระบวนการวิธีคิด
 ทุกวันนี้โลกศิลปะได้เข้าสู่ยุคการสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนผ่านปรัชญาการเรียนรู้เพื่อบูรณาการความแตกต่างกันทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม ให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขโดยไม่เบียดเบียนกัน แนวคิดนี้เกิดจากการสร้างสรรค์ศิลปะที่เน้นความสำคัญของกระบวนการมากกว่าผลงานสำเร็จ ดังการสร้างสรรค์ศิลปะที่เน้นปฏิสัมพันธ์การมีส่วนร่วมกำหนดรูปแบบเนื้อหา คือ ศิลปะแบบคิดรวมกลุ่ม แสดงออกด้วยกลวิธี ศิลปะเชิงปฏิบัติการข้ามวัฒนธรรม เช่น เชิญศิลปินที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเข้าร่วมสร้างกิจกรรมทางศิลปะกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งต้องการนำเสนอกระบวนทัศน์ให้รู้จัก-รู้จริง-รู้แจ้ง ด้วยตนเองเข้ามีส่วนร่วม ที่ยกตัวอย่างมานี้ ผู้ปฏิบัติงานศิลปะเดือนตุลาได้ทำมาก่อน ในสมัยนั้นเรียกการสร้างสรรค์งานแบบมีส่วนร่วมว่า เป็นท่วงทำนองวิจารณ์ สามัคคีวิจารณ์นั่นเอง ดังนั้นถ้ามองข้อเด่นของต้นธารศิลปะเดือนตุลา นับเนื่องจากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ จนถึง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กล่าวได้ว่า ทัศนศิลป์เพื่อชีวิตเพื่อประชาชนที่เป็นต้นธารหลัก คือ กลวิธีสร้างสรรค์ที่เน้นสุนทรียภาพเชิงปฏิสัมพันธ์การมีส่วนร่วมด้านกระบวนวิธีคิดมากกว่าผลด้านฝีมือ

มุมมองนโยบายข้อ ๖ เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามในอดีตให้เป็นสมบัติของประชาชน
 ทัศนะนี้เกิดจากอิทธิพลด้านการแสดงศิลปะพื้นบ้าน ซึ่งนักคิดยุคแสวงหาและนักศึกษากิจกรรมนำเข้ามาผสานกับการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย และความเป็นธรรมในสังคม ในด้านการสร้างสรรค์ศิลปกรรม ผู้สร้างงานศิลปะเพื่อชีวิตเพื่อประชาชนในช่วงเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ จนถึง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ สนใจการสร้างงานศิลปะที่ใช้วัสดุอุปกรณ์ราคาถูกหาง่าย โดยเชื่อมให้สอดประสานเป็นหนึ่งเดียวไปกับการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม กำหนดเป้าหมายร่วมกัน แต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกัน เช่น ต่างคนต่างสร้างผลงาน เสร็จแล้วนำผลงานภาพศิลปะนั้นมาร่วมกันจัดวางให้เหมาะสมกับพื้นที่ เป็นต้น เรามีความคิดเห็นร่วมกันว่า เป้าหมายการต่อสู้เพื่อประชาชนนั้น หมายถึง ประชาชนส่วนรวม เช่น คนยากจน เพื่อให้การนำเสนอเกิดความน่าสนใจก็ใช้คำว่า “ผู้ถูกกดขี่” ให้หมายถึง         สัญญะเกี่ยวกับความเป็นธรรมในสังคม
 ในส่วนวิธีการแสดงออกการใช้โครงสร้างหลักการศิลปะพื้นบ้านนั้น ทำให้มีน้ำหนักในด้านวิชาการเชิงตรรกะ กล่าวคือ ฐานการต่อสู้ประชาธิปไตยเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศก็ต้องดึงหลักวัฒนธรรมชุมชนของคนส่วนใหญ่ของประเทศมาเป็นเค้าโครงสร้างศิลปะด้วยเช่นกัน

มุมมองนโยบายข้อ ๗ เพื่อส่งเสริมการศึกษาศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามของโลกให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์
 คำว่า ส่งเสริม คือ การเพิ่มเติมส่วนขาดหรือบกพร่องให้สมบูรณ์ ในแง่สร้างสรรค์นั้นหมายความว่า ต้นธารศิลปวัฒนธรรมเดือนตุลา คือ การพบร่องรอยและช่วยกันนำเอาร่องรอยไปพัฒนาหาโครงสร้างให้มีชีวิตในรูปแบบสร้างสรรค์ที่น่าสนใจของโครงสร้างการแสดงออกที่ดี คำว่า ดี หมายความ ว่า คุณค่าศิลปสร้างสรรค์มีขอบเขตกว้างหลุดจากกรอบการทำศิลปะเพื่อให้ดูงาม เปรียบเทียบได้กับคนสวยอาจไม่ใช่คนดีก็ได้
 ส่วนที่เกี่ยวกับประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์ เราได้ตั้งคำถามไว้ในใจดังนี้
 หนึ่ง สิ่งที่เราคิดให้เกิดขึ้นเพื่อหักล้างอะไร โดยยืนยันอะไร
 สอง สิ่งที่เรายืนยันมีประโยชน์โดยวัดผลได้ว่า มันก่อให้เกิดผลตามทางโลกสร้างสรรค์อย่างไร เปรียบประดุจเมล็ดพืชเล็กนิดเดียวพอเติบโตเป็นต้นไม้หยั่งรากออกผลขยายพันธุ์ได้

สรุป
 นโยบาย ๗ ประการ ของแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย คือ นัยยะสำคัญของหลักคิดทางด้านศิลปะของฝ่ายต่างๆ ที่ตกลงร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์สังคม เพราะความต้องการเห็นสังคมที่ดีงามกว่าเดิม โดยแนวคิดหลักของฝ่ายต่างๆ ในที่ประชุมถูกนำมาจัดลำดับให้สอดคล้องกัน ถือได้ว่า แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทยได้สร้างคุณูปการครั้งสำคัญต่อการผลักดันให้เกิดปัญญาประดิษฐ์เชิงทัศนศิลป์ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาพัฒนารูปแบบศิลปะ สะท้อนเนื้อหาเพื่อมนุษย์เพื่อสังคม ขณะเดียวกันแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทยก็ยังมีข้อบกพร่อง เพราะมีข้อจำกัดหลายประการ แต่เมื่อประเมินด้วยเหตุด้วยผลตามเงื่อนไขทางเหตุปัจจัยต่างๆ แล้ว องค์กรนี้สามารถผลักดันให้เกิดต้นธารแห่งความคิดอย่างเป็นรูปธรรมได้ผลเป็นที่น่าพอใจเช่นกัน

[1] [2] [3] [4] [5]
จำนวนผู้เข้าชมหน้านี้ 007098 คน

สถาบันปรีดี พนมยงค์
เลขที่ ๖๕/๑ ซอยทองหล่อ ถนนสุขุมวิท ๕๕ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา
กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐

โทรศัพท์ ๐-๒๓๘๑-๓๘๖๐-๑ โทรสาร ๐-๒๓๘๑-๓๘๕๙ อีเมล banomyong_inst@yahoo.com

เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ ๙.๐๐ – ๑๗.๐๐ น.
(เสาร์-อาทิตย์ เปิดทำการเมื่อมีกิจกรรม)

ออกแบบและพัฒนาโปรแกรม โดย ฅนบ้านนอก